สายงานโครงพื้นฐาน (IT Infrastructure)

📍 ความเร็วในการคำนวนประเมินผลของซอฟต์แวร์ การอัพโหลดหรือดาวน์โหลดดาต้า ระบบล่ม ข้อมูลหายหรือโดนขโมย ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ใต้การดูแลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ระบบโครงสร้างพื้นฐาน IT)

ดังนั้นแล้วการที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน IT ที่มีความเสถียรและปลอดภัย จึงนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของขององค์กร

Infrastructure

ทำความรู้จักอาชีพสาย Management

📍 งานด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน IT หลักๆ แบ่งออกเป็นกี่แบบ?

  1. เซอร์เวอร์ (Server)
  2. เครื่อข่าย (Network)
  3. ที่จัดเก็บข้อมูล (Database)
  4. ระบบความปลอดภัย (IT Security)

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี องค์กรหลายๆแห่งจึงเปลี่ยนการบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐาน IT Infrastructure จากแบบ  Traditional มาเป็นแบบ On-Cloud ซึ่งมีประสิทธิภาพ และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า

📍 โครงสร้างพื้นฐาน IT แบบเก่ากับแบบใหม่ต่างกันยังไง?

Traditional IT Infrastructure

  • มีระบบ Server, Network, Storage ติดตั้งอยู่ที่ไซต์ขององค์กร
  • ลงทุนก้อนใหญ่ เผื่อให้รองรับการทำงานที่เพิ่มขึ้นอนาคต
  • นอกเหนือจากค่าลงทุนที่สูงแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอีกมากมายเช่น การอิมพลีเมนต์ระบบ การดูแลรักษา การจ้างพนักงานดูแล ค่าเทรนนิ่ง ค่าไฟ ค่าแอร์ ฯลฯ
  • พอครบ 3-5 ปี ก็อาจจะต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์ใหม่ แล้วก็เข้าวนลูปเดิม คือ ซื้อ-ติดตั้ง-ดูแล
    วนไปเรื่อยๆ

On-Cloud

  • การบริการให้องค์กรเช่าทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น Storage, Databases, Software และอื่นๆผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยที่ผู้ให้บริการจะดูแลและอัพเดทระบบต่างๆ ให้
  • ลดค่าลงทุนและดูแลในระบบ IT
  • ไม่ต้องมีทีม IT ที่ใหญ่เพราะงานบางส่วนจะไปอยู่ที่ผู้ให้บริการ
  • มีความยืดยุ่นในการใช้งาน สามารถเพิ่มหรือลดสเปคต่าง ๆ ได้อย่างง่าย (Scalability) และจ่ายตามเท่าที่ใช้
  • มีความเสถียรมากกว่า Traditional เพราะการใช้ Cloud แทบจะไม่มีปัญหาระบบล่ม และถ้าเกิดระบบล่มขึ้นมา แทนที่องค์กรจะต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าเสียหายเอง ก็สามารถเคลมค่าเสียหายจากผู้ให้บริการตามสัญญาเช่าได้อีกด้วย

📍 Cloud Computing Platforms ยอดนิยม

Cloud Computing Platforms ที่นิยมใช้กันนั้น ประกอบไปด้วย

  • Amazon Web Services (AWS)
  • Microsoft Azure
  • Google Cloud Platform

ผู้ให้บริการ Cloud Service เหล่านี้มีการทำใบรับรอง หรือ Certification เผื่อรับรองทักษะการใช้งานของบริการตัวเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยี Cloud ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้ว การที่องค์กรสามารถผลิตและปล่อยแอพพลิเคชั่นต่างๆได้ออกมาอย่างรวดเร็วนั้นก็สำคัญอย่างยิ่งในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรหลายๆแห่งนำแนวทางวิถีปฏิบัติของ DevOps มาใช้

โดยปกติแล้วการผลิต Software/Application นั้นจะมีผู้เกี่ยวข้องหลักๆเป็นสองทีม คือ Development Team และ Operation Team

📍 ตำแหน่งในสายงานระบบโครงสร้างพื้นฐาน IT

Development Team

  • คนที่ร่วมกันพัฒนาระบบนั้นๆ ขึ้นมาโดยตรง เช่น Developer, Designer, Programmer, Software Tester, Quality Assurance, Business Analyst, Project Manger, Product Owner
  • มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบให้ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาด เช่น เพิ่มฟังก์ชัน ฟีเจอร์

Operation Team

  • คนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์ แต่ไม่ได้อยู่ใน Development Team เช่น System Administrator, Database Administrator, Network Engineer, Marketing, Stakeholders
  • มีเป้าหมายในการทำให้ระบบมีความเสถียร มั่นคง และปลอดภัยให้กับลูกค้า
  • มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นความเสี่ยง และไม่ชอบให้มีการเปลี่ยนแปลงหรืออัพเดทบ่อยๆ

นอกจากเป้าหมายการทำงานของสองทีมนี้จะขัดแย้งกันแล้วการทำงานก็มักจะมีปัญหาเช่นกัน

อย่างเช่น เวลา Programmer ผลิตซอฟต์แวร์ขึ้นมา ทำการรัน Testing ผ่านแล้ว พอส่งให้ทีม Operation ไป Deploy กลับมีปัญหาเพราะซอฟต์แวร์ถูกพัฒนาใน Development Environment (รันบนเครื่องตัวเอง) ซึ่งแตกต่างจาก Production Environment

  • Operation Team อาจจะโทษว่า Program มีปัญหา
  • Development team อาจจะโทษว่า Server มีปัญหา หรือ ระบบทำการ Configuration ไม่ถูก
Devops

DevOps

  • DevOps เกิดขึ้นมาเพื่อลดปัญหาระหว่าง Development Team และ Operation Team
    เพื่อที่จะปล่อย Software ออกมาได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และลดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่าย
  • การทำ DevOps นั้นนำแนวคิด Automation มาใช้กับการตั้งระบบให้ทำงานแบบอัตโนมัติ และสร้าง Feed Back Loop เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาแอพพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง

📍 ทักษะที่จำเป็น :

  • ทักษะเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์
  • พื้นฐานความรู้เรื่องการทดสอบระบบ
  • พื้นฐานความรู้การใช้ Cloud Architect
  • เข้าใจ DevOps Concept
  • มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง
    Data storage
    Networking
    IT security
    Recovery
    Virtualization
    Operating system
    Web services

📍 หน้าที่รับผิดชอบ :

งานที่เกี่ยวข้องกับ IT Infrastructure มีหลายตำแหน่งเช่น

  • System Architecture
  • Cloud Engineer
  • DevOps Engineer
  • Information Architecture

System Architecture

คนที่มีความเชียวชาญทาง IT ที่ออกแบบระบบเครื่อข่ายและคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับความต้องการขององค์กร
โดยการคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น

  • ไซส์ของ Data Storage, Speed, User Experience
  • เป้าหมายขององค์กร งบประมาณ ทรัพยากรต่างๆ

สิ่งที่ System Architect ต้องจัดการประกอบไปด้วย Hardware (Computers), Software (Programs),
Web Portals, Internet and Intranet Connection, Firewalls, System Security

นอกจากออกแบบและติดตั้งระบบแล้ว ยังทำหน้าที่บำรุงรักษา ปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วย

Cloud Engineer

  • เป็นเหมือน System Architect แต่จะเน้นรับผิดชอบในการดูแลระบบ Cloud ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้แอพพลิเคชั่นหรือการอนุมัติระบบ Cloud
  • ต้องมีความเข้าใจความต้องการขององค์กร และรู้ว่าจะใช้ Cloud Computing อย่างไรให้ตรงกับการใช้งานที่องค์กรต้องการ
  • มีความชำนาญในการใช้ Cloud Computing Platform
  • เข้าใจ Programming Language ที่นิยมใช้ใน Cloud เช่น JAVA, GO, Python, Clojure

DevOps Engineer

  • รับผิดชอบ Infrastructure ทั้ง Local Server, Cloud, Database System ในด้านความเสถียร และความปลอดภัย
  • ออกแบบและจัดเตรียม Infrastructure สำหรับโปรเจกต์ต่างๆ
  • ออกแบบ Software Architecture และการเชื่อมโยงผสมผสานการทำงานร่วมกันด้วย Software, Script และการทำ Automation Process
  • สร้าง Tool สำหรับ Deployment และ Automation
  • ทำงานร่วมกับ Developer ในการทดสอบ แก้ปัญหา และ Deploy ผลิตภัณฑ์ใหม่

Information Architecture

  • คือโครงสร้างข้อมูลทุกอย่างที่อยู่ในแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์
  • เป็นการจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นระบบ (Logical)
  • ทำให้สามารถใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว (User-Friendly)
  • ทำหน้าที่คล้ายบรรณารักษ์ห้องสมุดหรือสถาปนิควางแผนสร้างพิมพ์เขียว

📍 ตัวอย่างตำแหน่งงาน :

  • System Architect
  • Cloud Engineer
  • Cloud Architect
  • Cloud Developer
  • Cloud Systems Administrator
  • DevOps Engineer

📍 เงินเดือนเริ่มต้น :

  • System Architect: 120,000 – 150,000 บาท ประสบการณ์ทำงาน 12-15 ปี
    (อ้างอิงจาก Techstar Thailand 2016)
  • Cloud Technology Architect: 130,000 – 170,000 บาท ประสบการณ์ทำงาน 12-15 ปี
    (อ้างอิงจาก Techstar Thailand 2016)
  • DevOps Engineer: 20,000 - 160,000
    (อ้างอิงจาก JobsDB)

About the Author

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

en_USEnglish