แอปพลิเคชั่น 7 ประเภทที่แจ้งเกิดในช่วงโควิด-19

7 popular apps covid 19

ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดในวงกว้างทั่วโลก ทำให้รัฐบาลต่างๆ มีนโยบายในการ Lockdown ประเทศ และไม่ให้ประชาชนออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น บริษัทต่างๆ พัฒนาระบบของตนให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้าน (Work from home) ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป
.
การปรับตัวที่สำคัญในการในช่วง Lockdown และ Social Distancing นั้นก็คือการหันมาใช้ 'เทคโนโลยี' ในการติดต่อสื่อสาร และทำกิจกรรมระหว่างกัน โดยใช้อินเตอร์เน็ตและแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เป็นผลผลิตของเทคโนโลยียุคดิจิทัลเข้ามาเป็นตัวกลางในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

Adaptivity จะพาไปดู แอปพลิเคชั่น 7 ประเภทที่แจ้งเกิดในยุคโควิด-19 และถูกใช้จนกลายเป็นเรื่องปกติ (New Normal)

1. Apps พูดคุยแบบเห็นหน้า (Video Call) :

เมื่อต้อง Work from Home ทำงานที่บ้าน ไม่สามารถออกไปไหนได้ การประชุมงาน, การเรียนการสอนจึงต้องปรับตัว และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นตัวช่วยในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันของผู้คนในสังคม จะเห็นได้ว่าแอปพลิเคชั่น เช่น Zoom, Google Meet, Skype, Line Call, Microsoft Team, FaceTime กลายเป็นแอปฯ ที่ได้กลายมาเป็นเครื่องมือในการคุยแบบเห็นหน้ากับคนที่บ้าน, ทำงานออนไลน์และการเรียนออนไลน์มากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ

2. Apps สั่งอาหารออนไลน์ (Food Delivery):

การที่รัฐบาลมีมาตรการสั่ง Lockdown และปิดร้านอาหารต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ทำให้ร้านอาหารต้องปรับตัวเพื่อหาช่องทางในการขายสินค้า ซึ่งก็ได้แอปพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Grab Food, Food Panda, Lineman, Gojek, Robinhood มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่ง Delivery อาหาร เครื่องดื่ม คนจำนวนมากเริ่มเกิดความเคยชินกับการใช้แอปพลิเคชั่นสั่งอาหารมาส่งให้ถึงที่บ้าน ทำให้ธุรกิจต่างๆ ยังสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้และยังสามารถอยู่รอดได้ในยามวิกฤต

3. Apps ทำงานออนไลน์ (Online Working) :

การทำงานจากที่บ้าน นอกจากคนจะประชุมกันผ่านแอปพลิเคชั่นที่มีฟังก์ชั่น Video Call แล้ว หลายๆ บริษัทก็ยังได้ใช้บริการแพลตฟอร์มสำเร็จรูปที่ถูกพัฒนามาเพื่อพัฒนาการทำงานในระบบออนไลน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น Click Up, Slack, Miro เป็นตัวอย่างของแอปพลิเคชั่น ที่ช่วยทำให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ผ่านระบบออนไลน์ ที่เก็บข้อมูลไว้บน Cloud Storage แน่นอนว่าแอปพลิเคชั่นเหล่านี้ใช้ฟรี แต่ถ้าต้องการใช้ฟังก์ชั่นทั้งหมดก็ต้องจ่ายตัง แต่บริษัทต่างๆ ก็ยอมจ่าย เพราะ หากต้องมานั่งพัฒนาแอปพลิเคชั่นใหม่ขึ้นมาใช้เองในบริษัทนั้นมีต้นทุนที่สูงกว่าการจ่ายตังเพื่อนใช้บริการเหล่านี้แน่นอน

4. Apps ธนาคาร (Internet Banking) :

สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เริ่มกลายเป็นจริงมายิ่งขึ้นในปัจจุบัน คนใช้จ่ายผ่านการโอนเงินจากโทรศัพท์มากยิ่งขึ้น ผ่าน Mobile Banking, Online Payment ซึ่งปัจจุบันทุกธนาคารก็ได้มีแอปพลิเคชั่นและแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ใช้จ่ายกันแบบไม่ต้องใช้เงินสด ในสังคมยุคโควิทที่ต้องลดการสัมผัส ทำให้การทำธุรกรรมผ่านมือถือได้รับความนิยม จะให้ว่าทุกที่แทบจะมี QR Code ให้แสกนเพื่อจ่ายเงิน ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และไม่ต้องกด ATM ไปต่อแถวที่ธนาคารอีกต่อไป

5. Apps ความบันเทิง (Entertainment) :

เมื่อคนไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตข้างนอกได้อย่างปกติ ทำให้ แอปพลิเคชั่นเพื่อความบันเทิงนั้น กลายเป็นที่นิยมอีกครั้ง TikTok, Netflix, Spotify, YouTube, Line TV, Joox คอยเยียวยาจิตใจ และสร้างความสุขเล็กภายในบ้านให้กับใครหลายๆ คน แอปพลิเคชั่นเหล่านี้สามารถใช้ได้ง่าย สะดวกสะบาย เพียงแค่มีมือถือกับอินเตอร์เน็ตก็สามารถดูหนัง ฟังเพลง ได้มากมายไม่รู้จบ

6. Apps อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) :

เมื่อร้านค้าปิด ห้างปิด คนก็ไม่สามารถออกไปซื้อของได้ ทำให้พลอตฟอร์มในการ ช้อปปิ้งออนไลน์ เช่น Lazada, Shopee กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการซื้อของ ซึ่ง E-Commerce สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างดี เพราะ นอกจากจะพัฒนาระบบ UX ให้ใช้ง่ายกับคนทุกกลุ่มแล้ว โปรโมชั่น, ราคายังถูกกว่าการซื้อจากหน้าร้านแบบเดิมๆ แถมสินค้ายังมีให้เลือกเกือบทุกอย่าง และสามารถเปรียบเทียบสินค้าและบริการจากรีวิวได้สะดวก ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่กว้างมากยิ่งขึ้น

7. Apps ขนส่ง (Logistic) :

การขนส่งพัสดุเติบโตขึ้น ตามยอดขายของ E-Commerce การสั่งของออนไลน์และรอรับที่บ้าน ก็มีตัวกลางคือบริษัทข่นส่ง เช่น Kerry, J&T, DHL, Best Express คอยบริการส่งของให้ ซึ่งค่าส่งของในปัจจุบันนั้นค่อนข้างมีราคาถูก แถมยังมีการดำเนินการที่รวดเร็ว เมื่อมีคู่แข่งทางการค้าหลายเจ้า ก็ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัวและพัฒนาระบบของตัวเองให้สะดวก รวดเร็วและตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าบริษัทขนส่งเหล่านี้จะสามารถทำกำไรไปได้อีกนานแสนนานเมื่อคนคุ้นชินกับการสั่งของออนไลน์จนกลายเป็น New Normal

"เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส" ถึงแม้ว่าเหตุการณ์โควิทยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แต่เทคโนโลยีก็เข้ามาเป็นตัวช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น การปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีใหม่ๆ เรียนรู้การใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ในการทำงาน ทำให้เราไม่กลายเป็นคนตกยุค และตกงาน

Adaptivity จะช่วยให้คุณสามารถอยู่รอดปลอยภัยในตลาดแรงงาน และรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยุค 4.0

หากใครอยากพัฒนา 'ทักษะดิจิทัล' ของตัวเองเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดปลอดภัยในตลาดแรงงานอนาคต ให้ลองเข้าไปทำแบบทดสอบ Digital Adaptivity Assessment เพื่อรับผลวิเคราะห์คะแนนกันฟรีๆ แถมยังสามารถกดจองเวลาเพื่อปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านทักษะดิจิทัล ของ Adaptivity ได้อีกด้วย คลิ๊กเลย

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

en_USEnglish